เงินเดือน 15,000 บาท ผ่อนบ้านไหวไหม? เช็กก่อนตัดสินใจกู้

← กลับไปหน้าบทความ
เงินเดือน 15,000 บาท ผ่อนบ้านไหวไหม? เช็กก่อนตัดสินใจกู้

เผยแพร่เมื่อ 26/4/2569

หลายคนฝันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง และสงสัยว่าด้วยฐานเงินเดือน 15,000 บาท จะซื้อบ้านได้หรือเปล่า? 🤔

คำตอบสั้นๆ คือ "อาจกู้ผ่าน" ✅

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "กู้แล้วชีวิตจะเป็นยังไง?"


ลองเช็กตัวเลขจริงกัน

เงินเดือน 15,000 บาท หลังหักประกันสังคม 5% เหลือรายรับสุทธิ 14,250 บาท/เดือน

ลองดูรายจ่ายจริงที่ต้องเจอหลังซื้อบ้าน:

รายการจำนวน
ค่าผ่อนบ้าน (วงเงิน 1 ล้าน 30 ปี ดอกเบี้ยโปรโมชัน 1.79% ปีแรก)~3,500 บาท
ค่ากิน (วันละ 200 บาท × 30 วัน)6,000 บาท
ค่าเดินทาง1,500 บาท
ค่าน้ำ ค่าไฟ1,000 บาท
ค่าส่วนกลาง500 บาท
ของใช้ในบ้าน / เบ็ดเตล็ด500 บาท
รวมรายจ่าย~13,000 บาท

รายรับสุทธิ 14,250 บาท ลบ รายจ่าย 13,000 บาท = เหลือ ~1,250 บาท/เดือน ฟังดูผ่าน แต่อย่าลืมว่านี่คือช่วงโปรโมชัน 3 ปีแรกเท่านั้น

⚠️ สำคัญ: หลังหมดช่วงโปรฯ ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเป็น ~5-6% ค่างวดจะกระโดดเป็น ~5,368 บาท ทำให้รายจ่ายรวมกลายเป็น ~15,368 บาท และ ติดลบทันที ~1,100 บาท/เดือน ถ้าไม่ได้วางแผน Refinance หรือ Retention ไว้ล่วงหน้า


ทำไมกู้ผ่านแต่ยังลำบาก?

ธนาคารพิจารณาอนุมัติโดยดูว่าค่างวดไม่เกิน 30-40% ของรายได้ แต่ธนาคาร ไม่ได้ดู ว่าหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเงินจะพอใช้หรือไม่

ค่าใช้จ่ายที่มักลืมคิด:

  • ค่าซ่อมแซมบ้าน — ปีละ 1-2% ของราคาบ้านโดยเฉลี่ย
  • ค่าประกันภัยบ้านและประกันชีวิต ที่ธนาคารอาจบังคับทำ
  • ค่ายา ค่าหมอ ยามเจ็บป่วย
  • วันหยุดและค่าใช้จ่ายทางสังคม

เช็กความพร้อมด้วย 3 คำถามนี้

ก่อนตัดสินใจกู้ ลองถามตัวเองก่อน:

1. ค่างวดไม่เกิน 30% ของรายได้สุทธิหรือเปล่า?

เงินเดือน 15,000 บาท → รายได้สุทธิ ~14,250 บาท → ค่างวดสูงสุดที่ควรจ่ายคือ ~4,275 บาท ถ้าค่างวดสูงกว่านี้ แปลว่ายังไม่พร้อม

2. มีเงินเหลือหลังจ่ายทุกอย่างแล้วอย่างน้อย 10% ไหม?

เงินสำรองในแต่ละเดือนช่วยรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถ้าเหลือ 0 หรือติดลบทุกเดือน ความเสี่ยงสูงมาก

3. มีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนกู้ไหม?

หากตกงานหรือเจ็บป่วย เงินก้อนนี้คือสิ่งที่ช่วยไม่ให้บ้านถูกยึดในช่วงวิกฤต


แล้วควรทำยังไงถ้ายังไม่พร้อม?

ไม่มีบ้านแล้วใช่ว่าชีวิตจะไม่มีความสุข การรอให้พร้อมกว่านี้ดีกว่าสร้างหนี้ที่ทำให้เครียดทุกเดือน

ขั้นตอนที่แนะนำ:

  1. เพิ่มรายได้ก่อน — หางานพิเศษ ฟรีแลนซ์ หรือขยายทักษะให้เงินเดือนขึ้น
  2. ออมเงินดาวน์ให้ได้ 15-20% — ลดวงเงินกู้ ลดค่างวด และลดภาระดอกเบี้ยระยะยาว
  3. เคลียร์หนี้อื่นก่อน — หนี้บัตรเครดิต หนี้รถ ยิ่งมีภาระน้อย วงเงินกู้บ้านยิ่งสูงขึ้น
  4. คำนวณตัวเลขให้ชัดก่อนไปธนาคาร — รู้ว่าตัวเองรับค่างวดได้เท่าไหร่จริงๆ
  5. วางแผน Retention หรือ Refinance ไว้ตั้งแต่ต้น — เมื่อหมดช่วงดอกเบี้ยโปรโมชัน (ปกติ 3 ปีแรก) ควรเปรียบเทียบว่าควรต่อรองกับธนาคารเดิมหรือย้ายไปธนาคารใหม่ → ดูเครื่องมือ เปรียบเทียบ Retention vs Refinance

ลองคำนวณดูก่อน ฟรี ไม่ต้องเดา

ก่อนตัดสินใจสิ่งที่ดีที่สุดคือ รู้ตัวเลขจริงๆ ว่าถ้ากู้วงเงินนั้น ค่างวดคือเท่าไหร่ ดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาเป็นเท่าไหร่ และเงินเหลือต่อเดือนจะเป็นเท่าไหร่

มีบ้านควรเป็นความสุข ไม่ใช่ภาระที่ทำให้เงินขาดมือทุกเดือน 🏡

ใช้โปแกรมคำนวณสินเชื่อบ้านฟรีของเรา — กรอกตัวเลขแล้วเห็นผลทันที ไม่ต้องคาดเดาได้ที่ โปรแกรมคำนวณสินเชื่อบ้าน

คำถามที่พบบ่อย

เงินเดือน 15,000 บาท กู้บ้านได้วงเงินเท่าไหร่?

ธนาคารทั่วไปอนุมัติวงเงินกู้โดยให้ค่างวดไม่เกิน 30-40% ของรายได้ เงินเดือน 15,000 บาท หมายความว่าค่างวดสูงสุดประมาณ 4,500-6,000 บาท/เดือน ซึ่งคิดเป็นวงเงินกู้ได้ประมาณ 700,000-1,000,000 บาท ที่ดอกเบี้ย 5-6% ระยะเวลา 30 ปี แต่ในทางปฏิบัติหลายธนาคารอาจอนุมัติน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับประวัติเครดิตและภาระหนี้เดิม

ทำไมกู้ผ่านแต่ชีวิตจริงยังลำบาก?

เพราะธนาคารคำนวณแค่ว่าคุณ "จ่ายค่างวดได้" แต่ไม่ได้คำนวณค่าครองชีพรวม เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าน้ำไฟ ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมแซม ฯลฯ รายจ่ายเหล่านี้รวมกันอาจทำให้เงินเหลือติดลบทุกเดือน แม้กู้ผ่านแล้วก็ตาม

ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ก่อนซื้อบ้าน?

ควรเตรียม 3 ส่วน: 1) เงินดาวน์ 10-20% ของราคาบ้าน 2) ค่าใช้จ่ายในการโอน (ค่าธรรมเนียม ค่าจดจำนอง ประกัน) ประมาณ 3-5% ของราคาบ้าน 3) เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับกรณีรายได้หยุดชะงัก

เงินเดือนเท่าไหรถึงจะผ่อนบ้านได้สบาย?

หลักง่ายๆ คือค่างวดบ้านไม่ควรเกิน 30% ของรายได้สุทธิ และต้องมีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างน้อย 10-15% สำหรับออม เช่น ถ้าจะผ่อนบ้านค่างวด 7,000 บาท ควรมีรายได้อย่างน้อย 23,000-25,000 บาทขึ้นไป จึงจะมีสภาพคล่องพอ