
เผยแพร่เมื่อ 19/4/2569
การคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คืออะไร?
การคำนวณจุดคุ้มทุน คือการหาระดับยอดขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมดพอดี — ไม่กำไร ไม่ขาดทุน
ถ้าค้นหาคำว่า "คำนวณจุดคุ้มทุน" แปลว่าคุณกำลังถามว่า:
- ต้องขายกี่ชิ้น/กี่บาทถึงจะไม่ขาดทุน?
- ราคาขายที่ตั้งไว้มีกำไรพอไหม?
- ถ้าลดราคา จุดคุ้มทุนจะขยับไปเท่าไหร่?
บทความนี้ตอบทุกคำถามด้วยสูตรและตัวอย่างจริง
- ขายได้ น้อยกว่า จุดคุ้มทุน = ขาดทุน
- ขายได้ มากกว่า จุดคุ้มทุน = กำไร
เป็นตัวเลขพื้นฐานที่ทุกธุรกิจควรรู้ก่อนเริ่มขาย เพราะถ้าไม่รู้ เราก็ไม่รู้ว่าต้องขายเท่าไหร่ถึงจะ "อยู่รอด"
ต้นทุน 2 ประเภทที่ต้องแยกให้ออก
ก่อนจะคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องเข้าใจต้นทุน 2 ประเภทนี้ก่อน:
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)
ค่าใช้จ่ายที่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามยอดขาย ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ก็ต้องจ่าย
- ค่าเช่าร้าน / ค่าเช่าโกดัง
- เงินเดือนพนักงานประจำ
- ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซอฟต์แวร์
- ค่าประกัน ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์
ต้นทุนผันแปร (Variable Cost)
ค่าใช้จ่ายที่ เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าที่ขาย
- ต้นทุนสินค้า (ราคาซื้อมา)
- ค่ากล่อง ค่าบรรจุภัณฑ์
- ค่าส่ง / ค่าขนส่ง
- ค่าคอมมิชชั่นแพลตฟอร์ม (Shopee, Lazada)
สูตรการคำนวณจุดคุ้มทุน (BEP Formula)
สูตรที่ 1: จุดคุ้มทุนในหน่วยสินค้า (ชิ้น)
จุดคุ้มทุน (ชิ้น) = ต้นทุนคงที่ ÷ (ราคาขาย - ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น)
ส่วนที่อยู่ในวงเล็บเรียกว่า กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) = เงินที่เหลือหลังหักต้นทุนผันแปรจากราคาขาย
สูตรที่ 2: จุดคุ้มทุนในหน่วยเงิน (บาท)
จุดคุ้มทุน (บาท) = ต้นทุนคงที่ ÷ (กำไรส่วนเกิน ÷ ราคาขาย)
เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหลายชนิด หรือต้องการรู้ว่ายอดขายรวมต้องถึงกี่บาท
ตัวอย่างร้านขายสินค้าออนไลน์
สมมติขายกระเป๋าผ้าออนไลน์:
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ค่าเช่าโกดัง + อุปกรณ์ (ต้นทุนคงที่) | 10,000 บาท/เดือน |
| ต้นทุนกระเป๋าต่อใบ (สินค้า + กล่อง + ส่ง) | 50 บาท/ใบ |
| ราคาขาย | 150 บาท/ใบ |
คำนวณ:
- กำไรส่วนเกินต่อใบ = 150 - 50 = 100 บาท
- จุดคุ้มทุน = 10,000 ÷ 100 = 100 ใบ/เดือน
หมายความว่า ต้องขายให้ได้อย่างน้อย 100 ใบต่อเดือน จึงจะไม่ขาดทุน
กำไรเพิ่มขึ้นยังไงหลังผ่านจุดคุ้มทุน?
| ยอดขาย (ใบ) | รายได้ | ต้นทุนรวม | กำไร/ขาดทุน |
|---|---|---|---|
| 50 | 7,500 | 12,500 | -5,000 |
| 100 | 15,000 | 15,000 | 0 (จุดคุ้มทุน) |
| 150 | 22,500 | 17,500 | +5,000 |
| 200 | 30,000 | 20,000 | +10,000 |
สังเกตว่า หลังผ่านจุดคุ้มทุน ยอดขายเพิ่มทุก 50 ใบ กำไรเพิ่ม 5,000 บาท ตรงตาม contribution margin
เปรียบเทียบ: ขึ้นราคา vs ลดต้นทุน อะไรดีกว่า?
สมมติต้องการให้จุดคุ้มทุนลดลงเหลือ 80 ใบ (ง่ายขึ้น):
| กลยุทธ์ | วิธีทำ | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| ขึ้นราคาขาย | 150 → 175 บาท | BEP = 10,000 ÷ 125 = 80 ใบ ✅ |
| ลดต้นทุนผันแปร | 50 → 25 บาท | BEP = 10,000 ÷ 125 = 80 ใบ ✅ |
| ลดต้นทุนคงที่ | 10,000 → 8,000 บาท | BEP = 8,000 ÷ 100 = 80 ใบ ✅ |
ทั้งสามวิธีได้ผลเหมือนกัน แต่ ขึ้นราคา มักส่งผลเร็วที่สุดและไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
ข้อควรระวังเมื่อใช้จุดคุ้มทุน
- ไม่รวม VAT และภาษีต่างๆ — ควรนำภาษีมาคิดด้วยเสมอ
- ต้นทุนผันแปรอาจเปลี่ยนตามปริมาณ — ซื้อมากอาจได้ราคาส่งถูกลง
- ไม่บอกว่าจะขายได้จริงไหม — BEP เป็นแค่เป้าหมายขั้นต่ำ ไม่ใช่การพยากรณ์ยอดขาย
- ควรตั้งเป้าเหนือ BEP — ธุรกิจที่ดีควรตั้งเป้าให้กำไรสุทธิอย่างน้อย 20-30% เหนือจุดคุ้มทุน
สรุป
การคำนวณจุดคุ้มทุนเป็นตัวเลขง่ายๆ ที่บอกว่า ต้องขายเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน ก่อนเริ่มธุรกิจหรือปรับราคาสินค้า ควรคำนวณ BEP ทุกครั้ง เพื่อให้รู้ว่าความเสี่ยงของเราอยู่ตรงไหน
คำนวณจุดคุ้มทุนใน Excel ได้ยังไง?
สำหรับคนที่ต้องการทำ จุดคุ้มทุน Excel สูตรที่ใช้ใน cell คือ:
=ต้นทุนคงที่ / (ราคาขาย - ต้นทุนผันแปร)
ตัวอย่าง: =B2/(B3-B4) โดย B2 = ต้นทุนคงที่, B3 = ราคาขาย, B4 = ต้นทุนผันแปร
หรือถ้าไม่อยากทำเอง ใช้ โปรแกรมคำนวณจุดคุ้มทุน ได้เลย — ใส่ตัวเลขแล้วจะเห็นกราฟและตารางทันที